ความรู้คู่ผิว

ผิวเป็นกระรักษาอย่างไร

กระ” เป็นปัญหาผิวพรรณของคนมีอายุเท่านั้นหรือ

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่ากระเป็นปัญหาผิวพรรณที่เกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด  เพราะแท้ที่จริงแล้วกระ แดด เกิดจากที่คุณไม่ยอมดูแลปกป้องผิวจากแสงแดดมาเป็นระยะเวลานาน  จนจวบกระทั่งเมื่อผิวคุณเริ่มเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น  เม็ดสีและเมลานินที่ถูกทำลายจากแสงแดดจึงเกิดเป็นกระ บนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นกรรมพันธุ์ก็มีส่วนทำให้มีโอกาสเป็นกระได้เช่นกัน(ทั้งกระแดด กระลึก กระเนื้อ)เพราะฉะนั้นหากปู่ย่าตายายเคยเป็นกระ  และคุณไม่ค่อยกลัวแดดหรือขยันโดนแดด โอกาสเป็นกระแดดของคุณก็สูงขึ้นด้วย  

กระ มีหลายประเภท  ลักษณะเป็นจุดแบนราบหรือตุ่มนูนสีน้ำตาลที่มักพบบริเวณนอกร่มผ้าโดยเฉพาะบริเวณใบหน้า แขนและหลังมือ แต่กระอาจพบได้ในบริเวณใต้ร่มผ้าเช่นกัน

ชนิดของกระมีกี่ประเภท

กระมีอยู่ 3 ชนิดได้แก่ กระแดด กระลึกและกระเนื้อ กระทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะรายละเอียดรูปร่างหน้าตาที่ต่างกัน ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยการทายา แต่สามารถรักษาได้ด้วยเลเซอร์ กระแต่ละชนิดรักษาได้ด้วยเลเซอร์ต่างชนิดกัน เพราะฉะนั้นควรต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนที่จะตัดสินใจเลือกชนิดของเลเซอร์

กระแดด

ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลที่อยู่ตื้นๆขนาดประมาณ 1 mm.พบมากในคนที่มีผิวขาว โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกิดบ่อย คือบริเวณโหนกแก้มและจมูก การกระจายของกระอาจเป็นทั่วใบหน้า แขน คอและหน้าอก หรือบริเวณนอกร่มผ้าก็อาจเป็นได้ ตกกระเป็นอาการที่รักษาง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดซ้ำได้ง่าย เพราะสาเหตุของการตกกระมาจากการที่ผิวหนังบริเวณนั้นโดนแสงแดดเป็นเวลานานทำให้เม็ดสีบริเวณนั้นถูกกระตุ้นจนทำให้เกิดเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มข้นมาได้

วิธีการรักษา กระแดดจะสามารถมีสีจางลงได้โดยการทาครีมกันแดดร่วมกับ ใช้ยาทาที่มีประสิทธิภาพช่วยลดเม็ดสี ร่วมกับยารับประทานวิตามินกลุ่ม antioxidant เช่น VitaminC , VitaminE  หรือการลอกผิวด้วยกรดผลไม้ AHA 30-50% (กรดผลไม้เข้มข้น) เพื่อผลัดเซลล์ผิว AHA สามารถช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าและช่วยผลักดันให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้ หรือการทำทรีทเมนต์ MD White, Duo bright, Ultralift แต่การรักษาที่มีประสิทธิภาพคือ ยิงเลเซอร์ เช่น Melalase Laser, BB Laser, Derma Bright Laser, Lite clear Laser

กระลึก

กระลึก ปานโอตะ(Ota)และปานโฮริ (Hori) พบได้ประมาณ 20 – 30 % ของชาวเอเชีย ไทย ญี่ปุ่น อาจจะเกิดขึ้นกับคนที่มีประวัติของสมาชิกในครอบครัวที่มีกระลึกลักษณะเดียวกัน

กระมีลักษณะเป็นจุดเล็กสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลเทา ขอบเขตไม่ชัดเจน และมีความแตกต่างกับฝ้าตรงที่ ฝ้าจะมีลักษณะเป็นแผ่น ตำแหน่งที่พบบ่อยของกระลึกมักพบรวมกันเป็นกลุ่มบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง หรือบริเวณขมับทั้ง 2 ข้าง
นอกจากจะเกิดที่ผิวหนังปกติแล้วยังสามารถเกิดที่บริเวณเยื่อบุของร่างกายได้ เช่น บริเวณเยื่อบุตาขาว หรือเพดานปาก  

วิธีการรักษา กระลึกสามารถรักษาให้จางลงด้วย Melalase Laser, Dermabright laser แต่ต่างกับกระแดด ตรงที่ต้องทำหลายหน เฉลี่ย6-8ครั้ง ห่างกันทุก1-2เดือน และมักพบมีรอยดำในช่วง 3-4 ครั้งแรก

กระเนื้อ

กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนผิวเรียบสีน้ำตาล มีจำนวนได้ตั้งแต่ 1-2 ตุ่มหรืออาจมีมากเป็นร้อยตุ่มก็ได้ เมื่อปล่อยไปตุ่มมักนูนหนามากขึ้น มักพบทั้งในบริเวณนอกร่มผ้าและในร่มผ้า กระเนื้อมักเริ่มปรากฏเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ท่านใดที่มีกระเนื้อตั้งแต่อายุยังน้อย หรือมีกระเนื้อเป็นจำนวนมากมักจะมีประวัติสมาชิกในครอบครัว ที่เป็นกระเนื้อจำนวนมากเช่นกัน กระเนื้อสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ธรรมชาติของกระเนื้อต่างกับกระแดด คือการกลับเป็นซ้ำได้ในกระเนื้อเกิดจากพันธุกรรมจะใช้เวลานานเป็นปี แต่กระแดด เกิดขึ้นใหม่จากแสงแดดมักใช้เวลาไม่กี่เดือนหากไม่ปกป้องแสงแดด

หลังการรักษากระด้วยเลเซอร์
อาจจะเกิดสะเก็ดเล็กน้อย เท่ากับจุดที่เป็นกระอยู่เดิม ซึ่งสะเก็ดแผลก็จะหลุดไปหมดภายใน 5-10 วัน ขึ้นกับการทายา และหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ Melalase, เลเซอร์ CO2 ควรทาครีมกันแดดร่วมกับยาทาหลังเลเซอร์เพื่อป้องกันการเกิดรอยดำก็จะช่วยให้อาการข้างเคียงน้อยลงไป ถ้าเป็นเลเซอร์ชนิดไร้บาดแผล(โปรเเกรม Dermabright , BB Laser , Liteclear aura plus)ก็ไม่ต้องทายาหลังเลเซอร์แค่หลีกเลี่ยงแสงแดดตามปกติ

หลังการรักษาด้วยเลเซอร์จะมีโอกาสกลับมาเป็นอีกได้หรือไม่ ?
กระแดด สามารถเกิดใหม่จากการสัมผัสแสงแดด
กระเนื้อ บริเวณที่เลเซอร์ CO2 สามารถหายเป็นปกติ โอกาสเกิดใหม่เท่ากับผิวปกติตามพันธุกรรม
กระลึก หากรักษาหลายครั้งจนกระถูกทำลายจนหมดก็มักจะไม่กลับมาเป็นอีก 

 วิธีการป้องกันการเกิดกระ

  • สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะเกิดกระได้ง่าย คุณต้องเริ่มจากการป้องกันและตัดปัจจัยเสี่ยงด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทาครีมกันแดดที่สามารถช่วยป้องกันรังสี UVA และ UVB และมีค่า SPF50 PA+++ ขึ้นไป (ถ้าจำเป็นต้องตากแดดเกือบทั้งวัน ก็ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าครีมกันแดดยังมีปริมาณเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด)
  • การหยุดยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน โดยเลือกใช้วิธีการอื่นในการคุมกำเนิดที่ไม่ใช้ฮอร์โมน
  • ป้องกันโดยสวมหมวกปีกกว้าง ใช้ร่ม แว่นตา ทาครีมกันแดด
  • การใช้ยาทาที่มีส่วนผสมที่ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานิน

บทความโดย
พญ.สุณี  เจริญหิรัญยิ่งยศ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังพรเกษมคลินิก